http://www.crs.mahidol.ac.th/Audio/prayindia/002.mp3 http://www.bodhigaya980.org
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

 หน้าแรก

 บทความ

 เว็บบอร์ด

 คลังภาพ

 คณะปรึกษากิตติมศักดิ์

 ติดต่อเรา

ห้องธรรมวิจัยพุทธิพโล

พุทธภูมิศึกษาโกสัมพี แคว้นวังสะ โดย พระอาจารย์สุชิน สุทฺธจิตฺโต ดร. วันที่ ๑๑ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๗

บันทึกการบรรยายเรื่อง การเขียนในพุทธศาสนา ๒๒ ๒๓ ๒๔ ๒๕ กรกฏาคม พ.ศ.๒๕๕๗

กาสีปริทัศน์ โดย พระครูนิโครธบุญญากร วันที่ ๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๗

“เทคนิคการเขียนบทความ” โดย พระเฉลิมชาติ ชาติวโร วันที่ ๑๒ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๗

ศึกษาวิเคราะห์พุทธวิธีกับการแก้ปัญหาสังคม โดย พระเมธีวรญาณ วันที่ ๕ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๗

บันทึกการบรรยายเรื่อง พุทธภูมิศึกษาปาฏลีบุตร โดย พระเทพโพธิวิเทศ บรรยายแทนโดย พระครูนิโครธบุญญากร

บรรยายเรื่อง พุทธภูมิศึกษาโกสัมพี โดย พระสุชิน สุทฺธจิตฺโต ดร. วันที่ ๔ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๗

สัมภาระวิบาก ตอนที่ ๑ และ ๒ โดย พระปลัดสมทบ ปรกฺกโม วันที่ ๒๙ กรกฏาคม พ.ศ.๒๕๕๗

บรรยายเรื่อง “สุ จิ ปุ ลิ เพื่อปัญญาสู่ตนและสังคม" ภาคที่ ๓ และ ๔ บรรยายโดย พารณี เจียรเกียรติ ซึ่งบรรยายแทนโดย พระอาจารย์เฉลิมชาติ ชาติวโร วันที่ ๓ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๗

สัมภาระวิบาก ตอนที่ ๓ และ ๔ โดย พระปลัดสมทบ ปรกฺกโม เมื่อวันที่ ๓๐ กรกฏาคม พ.ศ.๒๕๕๗

“สุ จิ ปุ ลิ เพื่อปัญญาสู่ตนและสังคม” ภาคที่ ๑ และภาคที่ ๒ บรรยายโดย พารณี เจียรเกียรติ ซึ่งบรรยายแทนโดย พระอาจารย์เฉลิมชาติ ชาติวโร วันที่ ๒ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๗

พุทธภูมิศึกษาลุมพินีวัน โดย พระมหาสุพจน์ กิตฺติวณฺโณ วันที่ ๘ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๗

พุทธภูมิศึกษาพุทธคยา ตอนที่ ๑ และ ๒ โดย พระเทพโพธิวิเทศ บรรยายแทนโดย พระครูนิโครธบุญญากร วันที่ ๑๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๗

พุทธภพุทธภูมิศึกษา เมืองราชคฤห์ โดย พระครูปลัดสุวัฒนพุทธิคุณ ดร. บรรยายแทนโดย พระครูนิโครธบุญญากร วันที่ ๑๔ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๗

พุทธภูมิศึกษานครกบิลพัสดุ์ และพุทธภูมิศึกษาเทวทหนคร โดย พระมหาสุพจน์ กิตฺติวณฺโณ บรรยายแทนโดย พรุครูนิโครธบุญญากร วันที่ ๘ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๗

บรรยายเรื่ื่อง ศึกษาวิเคราะห์งานพระอริยสงฆ์ โดย พระเมธีวรญาณ (สายเพชร วชิรเวที, ปธ. ๙, พธ.ม.) วันที่ ๕ และ ๖ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๗

พุทธภูมิศึกษาปิปผลาหวา โดย พระสุชิน สุทฺธจิตฺโต บรรยายเมื่อช่วงเช้าวันที่ ๒๐ กรกฏาคม พ.ศ.๒๕๕๗

พุทธภููมิศึกษานครสาเกตุ โดย พระสุชิน สุทฺธจิตฺโต บันทึกการบรรยายเมื่อช่วงบ่าย วันที่๒๐ กรกฏาคม พ.ศ.๒๕๕๗

บันทึกการบรรยาย หัวข้อ ศึกษาวิเคราะห์งานพระอริยสงฆ์ บรรยายโดย พระเมธีวรญาณ

บันทึกการบรรยาย หัวข้อ การเผยแผ่ธรรมะผ่านสื่อฯ บรรยายโดย คุณช่อผกา วิริยานนท์

บันทึกการบรรยายเรื่อง พุทธภูมิศึกษาเมืองไวสาลี โดย พระครูสิทธิปริยัติวิเทศ, ดร. รับหน้าที่บรรยายแทนโดย พระครูนิโครธบุญญากร วันที่ ๒๑ กรกฏาคม พ.ศ.๒๕๕๗

บันทึกการบรรยาย หัวข้อ ธรรมชาติบำบัด บรรยายโดย คุณนิดดา หงษ์วิวัฒน์

บันทึกการบรรยาย พุทธภูมิศึกษาเมืองนาลันทา โดย พระครูปริยัติธรรมวิเทศ ดร., บรรยายแทนโดย พระครูนิโครธบุญญากร วันที่ ๒๑ กรกฏาคม พ.ศ.๒๕๕๗

บันทึกการบรรยาย หัวข้อ ประติมากรรมนำการเผยแผ่ บรรยาโดยพระาชรัตนรังษี

บันทึกการบรรยาย หัวข้อ การบริหารแบบนักการทูต บรรยาโดยพระราชรัตนรังษี

พุุทธภูมิศึกษากุสินารา โดย พระครูนิโครธบุญญากร ๑๔ ๑๕ ๑๖ กรกฏาคา พ.ศ. ๒๕๕๗

พุทธภูมิศึกษาสาวัตถี โดย ท่านพระครูปริยัติโพธิวิเทศ บรรยายแทนโดย พระครูนิโครธบุญญากร วันที่ ๑๘ ๑๙ กรกฏาคม พ.ศ.๒๕๕๗

พุทธพลิกโลก : สุ จิ ปุ ลิ เพื่อปัญญาสู่ตนและสังคม บรรยายโดย พระเฉลิมชาติ ชาติวโร

ธรรมวิภาพ บรรยายโดย คุณสุรจิต จามรมาน

วิปัสสนากรรมฐาน โดย พระครูวรธรรมานุกิจ

ธรรมวิภาพ โดย คุณสุรจิต จามรมาน

ธัมมจักกัปปวัตนสูตรวิเคราะห์ โดย พระครูศรีปริยัติวิสุทธิ์

การเผยแผ่ธรรมะผ่านสื่อวิทยุ โดย คุณช่อผกา วิริยานนท์

พระไตรปิฎกศึกษา โดย พระมหา ดร.ดวงจันทร์ คุตฺตสีโล

พุทธธรรมกับการแก้ปัญหาสังคม โดย พระครูธรรมธรครรชิต คุณวโร

การแสดงธรรมและการเผยแผ่: หน้าที่สำคัญของพระธรรมทูต โดย พระราชปฏิภาณมุนี

AEC เชื่อมการค้าพระพุทธศาสนาเชื่อมสุวรรณภูมิ โดย คุณสุภชัย วีระภุชงค์

ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ณ แดนพุทธภูมิ

เตรียมพร้อมสู่ห้องเรียนพระพุทธเจ้า

เมืองโกสัมพี

ย้อนรอยประวัติศาสตร์นครสาวัตถี

พุทธสาวก-สาวิกา และโบราณสถานนครสาวัตถี

การอ่าน การเขียน และการใช้ภาษาฮินดีในชีวิตประจำวัน

พระไตรปิฎกศึกษาเชิงวิเคราะห์และพุทธวิธีการสอน

สัมภาระวิบาก กว่าจักเป็นพระพุทธเจ้า

Buddhism in India at Kusinagar and Myanmar

ธรรมภาคภาษาอังกฤษ

พุทธสุขภาพ

อบรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง การเผยแผ่ธรรมทางวิทยุ

พุทธศิลป์สถาปัตยกรรม

ศิลปะการออกแบบตกแต่งภายในเชิงพุทธ

ภูษาภารตาภรณ์

อาคารสวยด้วยสถาปัตย์

บทความน่าสนใจ

สนทนากับ พระครูสุตตธรรมประภาส

สนทนากับ พระอาจารย์ใส สุรปญฺโญ

"เปะปะกถา" หรือ "จับฉ่ายเทศนา" โดย พระเดชพระคุณ พระเทศโพธิวิเทศ

สัมภาษณ์ พระอธิการภีรธรรม ชินวํโส พรธรรมทูตรุ่นที่ ๖

ตัวอย่างบทความจาก วิชาเขียนบทความทางพุทธศาสนา โดยพระประสิทธิ์

สนธนากับพระศรีธนนชัย สันตมโน

พุทธภูมิศึกษาโกสัมพี บรรยายโดย พระครูนิโครธบุญญากร

พุทธภูมิศึกษาพาราณสี บรรยายโดย พระครูนิโครธบุญญากร

ด.ร.เอ็มเบ็คก้า ผู้นำชาวพุทธยุคใหม่ บรรยายโดย พระครูนิโครธบุญญากร

พุทธภูมิศึกษาพุทธคยา บรรยายโดย พระครูนิโครธบุญญากร

พุทธภูมิศึกษานาลันทา บรรยายโดย พระครูนิโครธบุญญากร

พุทธภูมิศึกษาไวศาลี บรรยายโดย พระครูนิโครธบุญญากร

พุทธภูมิศึกษาเมืองปาฏลีบุตร บรรยายโดย พระครูนิโครธบุญญากร

พุทธภูมิศึกษาราชคฤห์ บรรยายโดย พระครูนิโครธบุญญากร

พุทธภูมิศึกษาเมืองสาเกต บรรยายโดย พระครูนิโครธบุญญากร

อนาคาริกธรรมปาละวีรบุรุษชาวพุทธ บรรยายโดย พระครูนิโครธบุญญากร

มหาตมะคานธี วีรบุรุษชาวอินเดีย บรรยายโดย พระครูนิโครธบุญญากร

พุทธภูมิศึกษาลุมพินี บรรยายโดย พระครูนิโครธบุญญากร

พุทธภูมิศึกษากบิลพัสดุ์อินเดีย บรรยายโดย พระครูนิโครธบุญญากร

พุทธภูมิศึกษาสาวัตถี บรรยายโดย พระครูนิโครธบุญญากร

พระเจ้าอโศกมหาราชจักรพรรดิ์ชาวพุทธ บรรยายโดย พระครูนิโครธบุญญากร

พุทธภูมิศึกษากุสินารา บรรยายโดย พระครูนิโครธบุญญากร

ตระหนักรู้คุณของพระพุทธเจ้า

องคุลิมาล (อหิงสา)...ยุติความรุนแรงด้วยความไม่รุนแรง

กฏศาสนา กฏวัฒนธรรม กฎหมาย ดูแลโลกได้อย่างไร

อปริหานิยธรรมสร้างสังคมเข้มแข็ง

คุณของพระพุทธเจ้ากับความศรัทธาต่อพระรัตนตรัย

สัมภาระวิบาก ตอนที่ ๓ และ ๔ โดย พระปลัดสมทบ ปรกฺกโม เมื่อวันที่ ๓๐ กรกฏาคม พ.ศ.๒๕๕๗

สัมภาระวิบาก ตอนที่ ๓ และ ๔ โดย พระปลัดสมทบ ปรกฺกโม เมื่อวันที่ ๓๐ กรกฏาคม พ.ศ.๒๕๕๗

การบรรยายในเรื่อง สัมภาระวิบาก ตอนที่ ๓ และ ๔ โดย พระปลัดสมทบ ปรกฺกโม

เมื่อวันที่ ๓๐ กรกฏาคม พ.ศ.๒๕๕๗

เนื้อหาสาระโดยสรุปตอนที่ ๓

เส้นทางแห่งพระโพธิญาณ เป็นบ่อเกิดแห่งพระมหากรุณาธิคุณอันหาประมาณไม่ได้ เป็นบ่อแห่งพระพุทธคุณอันใหญ่ เป็นบ่อเกิดแห่งพระมหาวรกายอันประกอบด้วยมหาปุริสลักษณะอันวิจิตร ฯลฯ

ท่านอาจารย์ได้กล่าวถึงความยิ่งใหญ่ของพระบารมี ว่าแม้ในขณะที่ยังไม่ได้ตรัสรู้ บางพระชาติพระองค์ได้เกิดเป็นพระมหาจักรพรรดิ อย่างเช่นการเกิดเป็นพระเจ้ามหาสุทัสสนะจอมจักรพรรดิผู้ปกครองทั้งชมพูทวีป ในคราวนั้นมีเมืองหลวงชื่อว่า “กุสาวดี” ซึ่งก็คือเมืองกุสินาราในปัจจุบัน ในคราวนั้นเมืองกุสาวดีเป็นมหานครที่มีความเจริญที่สุดและเป็นศูนย์กลางการปกครองของโลก เพราะคำว่าชมพูทวีป ตามพระคัมภีร์ คือ โลกใบนี้ทั้งใบ ไม่ใช่แค่ประเทศอินเดียอย่างเดียว และในคราวนั้นพระเจ้ามหาสุทัสสนะก็ไม่ได้เพียงแค่ปกครองแต่โลกใบนี้เท่านั้น แต่ยังปกครองทวีปใหญ่อีก ๓ ทวีปที่เหลือในจักรวาลนี้ และทวีปน้อย ๒,๐๐๐ อีกด้วย นี่คือความยิ่งใหญ่ของพระบารมีของพระองค์ที่สั่งสมมา จากนั้นท่านอาจารย์ก็กล่าวเชื่อมโยงมาถึงการเสื่อมสลายของเมืองกุสาวดีจนกลายมาเป็นเมืองเล็กๆ ที่ชื่อว่ากุสินาราในปัจจุบันนี้ ว่าเป็นไปตามกฎพระไตรลักษณ์ที่พระพุทธเจ้าต้องการมาแสดงก่อนปรินิพพานที่เมืองกุสินาราแห่งนี้

พระพุทธเจ้าสู้อุตส่าห์สร้างบารมีมากมายเพื่อการหมุนจักรแห่งธรรม หรือกงล้อแห่งธรรม เพื่อเปลี่ยนปุถุชนให้เป็นอริยชน

การปฏิเสธบารมี คือ การปฏิเสธการพ้นทุกข์”

ระเบียบวินัย คือ เครื่องฝึกจิตใจให้เข้าถึงคุณธรรมอันยิ่งใหญ่”

จากนั้นพระอาจารย์จึงได้กล่าวถึงทศบารมี คือ บารมี ๑๐ โดยกล่าวไล่ไปตามลำดับ แล้วกล่าวสรุปว่าบารมีทั้งหมดล้วนต้องอาศัยซึ่งกันและกัน คือ

ทาน ต้องมีศีลกำกับ จึงจะมีผลมาก, ศีล ต้องมีเนกขัมมะกำกับ จึงจะมีผลมาก, เนกขัมมะ ต้องมีปัญญากำกับ จึงจะมีผลมาก, ปัญญา ต้องมีวิริยะกำกับ จึงจะมีผลมาก คือ ถ้าแค่คิดอย่างเดียวไม่ทำย่อมไม่สำเร็จ

ต้องเพียร ต้องแกล้วกล้า ต้องบากบั่น ต้องก้าวไป ต้องใจสู้ จึงจะสำเร็จ”

วิริยะเป็นสิ่งที่จะอ่อนโยนเมื่ออยู่กับมิตร แต่จะเข้มแข็งเมื่อเจอศัตรูหรืออุปสรรค “คนที่มีวิริยบารมีเข้มแข็ง ยิ่งเจอเรื่องยาก ยิ่งเจอของยาก ยิ่งมีกำลังใจสูง”

วิริยะ ต้องมีขันติกำกับ จึงจะมีผลมาก, ขันติ คือ ความทนทานของจิตใจ คือ การยอมรับได้ด้วยปัญญา สามารถควบคุมตนให้อยู่ในอำนาจของเหตุผล เพื่อจุดมั่งหมายอันชอบ ไม่ลุแก่อำนาจ และไม่โอนเอียงไปหากิเลส และขันติ เป็นห้องประชุมของคุณธรรมทั้งปวง

ถ้าเจออุปสรรค คนมีขันติจะมนสิการในใจว่า “ปัญหาและอุปสรรค คือ อาหารที่ทำให้ขันติบารมีเจริญงอกงาม”

ขันติ ที่มีสัจจะกำกับจึงจะมีผลมาก, สัจจะ ที่มีอธิษฐานกำกับ จึงจะมีผลมาก

การอธิษฐาน คือ ความตั้งใจมั่น เป็นการตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว และวางจุดหมาย แล้วดำเนินไปตามนั้นอย่างแน่วแน่... การอธิษฐาน ไม่ใช่การร้องขอ เหมือนที่คนบางกลุ่มในปัจจุบันเข้าใจ แต่การอธิษฐาน คือ การตั้งใจทำ

จุดมุ่งหมายกับมรรคา อะไรสำคัญกว่า?... จุดหมายเป็นสิ่งที่ต้องตั้งไว้ แต่มรรคาคือสิ่งที่ต้องทำอยู่ตลอดเวลาจึงจะสำเร็จถึงจุดมุ่งหมายได้

อธิษฐานทำให้เด็ดเดี่ยว ต่อเนื่อง และมีเป้าหมายชัดเจน อธิษฐานจะเป็นตัวกำกับบารมีที่เหลือทั้งหมด”

เมตตา คือ ความรัก ความปรารถนาดี และอุเบกขา คือ ตัวปรับความสมดุลของบารมีทั้งหมด เพราะธรรมทั้งหลายจะมารวมลงตรงอุเบกขา ซึ่งอุเบกขา เป็นบารมีที่บำเพ็ญได้โดยยาก... การเข้าใจเหตุผลของกรรม คือ อุเบกขาบารมี

จากนั้นท่านอาจารย์ได้กล่าวถึงเส้นทางแห่งพระโพธิญาณ คือ เส้นทางการบำเพ็ญบารมี ว่าเริ่มต้นตั้งแต่ตอนพระพุทธเจ้าเกิดเป็นพ่อค้าเรือสำเภา เรือแตกแล้วแบกแม่ข้ามมหาสมุทรด้วยกตัญญู ๒-๓ วันกว่าจะถึงฝั่ง พรหมชั้นสุทธาวาสเห็นถึงกำลังใจอันแน่วแน่เด็ดเดี่ยว จึงมาดลใจให้ท่านตั้งความปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า (ความกตัญญูเป็นคุณธรรมที่สะเทือนฟ้าสะเทือนดิน จึงทำให้พรหมได้รับรู้) ซึ่งจุดนี้ถือเป็น ปรโตโฆสะ คือ ปัจจัยภายนอก ในขณะที่พระองค์ก็เกิดการมนสิการ เป็นปัจจัยภายใน จึงตั้งปณิธานยิ่งใหญ่ในบัดนั้น

เหตุปัจจัยที่จะทำให้โยนิโสมนสิการเกิดขึ้น คือ

. ไม่ว่าจะพบเจอสิ่งใด ก็ตั้งใจจะให้เพียงกุศลเกิดขึ้นเท่านั้น

. ฝึกจิตให้ออกจากบาปอย่างรวดเร็วเมื่อบาปเกิดขึ้น อุปมาเหมือนอุจจาระที่กระเด็นมาติดใบหน้า ก็ต้องรีบล้างออก (บาป เช่น ความเศร้าหมอง ความท้อถอย ความโกรธ ความหดหู่ เป็นต้น) เมื่อบาปเกิดขึ้นห้ามปล่อยแช่เอาไว้ มิเช่นนั้นจะเกิดความยินดีในบาป

. ฝึกจิตให้คุ้นเคยกับกุศล

. สร้างพระรัตนตรัยให้เป็นสิ่งแวดล้อม คือ อยู่แต่ในที่ที่เร้ากุศลให้เกิดขึ้น

ทั้ง ๔ ปัจจัยนี้ จะทำให้โยนิโสมนสิการมีกำลัง

จากนั้นจึงไล่ลำดับเส้นทางการสร้างพระบารมีต่อว่า โดยการคิดเพื่อปรารถนาจะเป็นพระพุทธเจ้าของพระโพธิสัตว์ยาวนานถึง ๗ อสงไขย จนถึงการออกปากตั้งความปรารถนาต่อหน้าพระพุทธเจ้าพระนามว่า สมเด็จพระมิ่งมงกุฏปุราณะสัมมาสัมพุทธเจ้า จากนั้นจึงเปล่งวาจาปรารถนาเพื่อการเป็นพระพุทธเจ้าต่อไปอีก ๙ อสงไขย จนถึงยุคของสมเด็จพระทีปังกรสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์จึงได้รับพุทธพยากรณ์เฉพาะเบื้องหน้าพระพักตร์แห่งพระพุทธเจ้าเป็นครั้งแรก จากนั้นพระองค์ก็ทรงสร้างบารมีมาอีกกว่า ๔ อสงไขยกำไรแสนกัป จึงได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ท่านอาจารย์ได้เปิดโอกาสให้ถามปัญหา โดยมีพระครูสังฆรักษ์ไพบูลย์ เป็นผู้ถามว่า พระพุทธองค์บำเพ็ญบารมีอะไรมา จึงมีฤทธิ์เดชมากมายขนาดนี้ ท่านอาจารย์ตอบว่า สร้างบารมีในบารมี ๑๐ โดยระยะ ๓ รอบ คือ สามัญบารมี อุปบารมี และปรมัตถบารมี พระองค์ทรงสร้างบารมีมาด้วยความวิจิตรบรรจง มีความละเอียดอ่อน มีรายละเอียดมาก ประกอบด้วยการมนสิการมาก มีความเพียรมาก มีความยิ่งยวดมาก มีความตั้งใจที่มุ่งมั่นมาก และบำเพ็ญบารมีอย่างพิเศษยาวนานมากกว่า ๒๐ อสงไขย พระองค์ถึงได้มีฤทธิ์เดชมากอย่างนั้น

ท่านปิดการเรียนการสอนในภาคเช้า ด้วยข้อคิดเรื่องการให้ทานว่า “การให้ทานของพระโพธิสัตว์นี่จะให้ก่อนที่พระองค์จะบริโภคเอง” ไม่เหมือนคนในปัจจุบัน ที่ “ตอนหิวเหมือนชูชก แต่ตอนอิ่มเหมือนพระเวสสันดร” คือ ตอนหิวนี่ไม่คิดจะแบ่งปัน จะกินก่อนท่าเดียว แต่พออิ่มแล้วเหลืออาหารแบะแบนก็เลยคิดว่าเป็นภาระ ต้องหาทางปัดภาระให้พ้นตัว ให้ด้วยแจกจ่ายออกไป แบบนี้แม้เป็นทานกุศล แต่ตัวกุศลที่เกิดขึ้นต่ำมาก ไม่เหมือนกันให้ของพระโพธิสัตว์ (จึงยุติการเรียนการสอนในเวลาประมาณ ๑๑.๐๐ น.)


เนื้อหาสาระโดยสรุปตอนที่ ๔

เริ่มต้นด้วยการกล่าวถึง “จริยาปิฎก” ที่ว่าด้วยเรื่องการแจกแจงการสร้างบารมีของพระพุทธเจ้าในสมัยที่ยังเป็นพระโพธิสัตว์อย่างละเอียด

จากนั้นท่านได้กล่าวถึงเรื่องบารมี ๑๐ โดยละเอียดอีกครั้งหนึ่ง โดยไล่เรียงลำดับตั้งแต่ทานจนถึงอุเบกขาใน ๓ ระดับอีกครั้ง คือ สามัญบารมี อุปบารมี และปรมัตถบารมี

พระโพธิสัตว์ถ้าเกิดความตระหนี่ขึ้นในใจ จะรีบทำลายทันที จึงเป็นผู้สามารถบำเพ็ญทานบามีได้อย่างยอดเยี่ยม... พระโพธิสัตว์เมื่อเจอผู้ขอ ท่านจะมองว่า “เขามาเพราะบุญของเรา” จะไม่มองผู้ขอด้วยความรำคาญหรือเกิดความหงุดหงิด โดยท่านมีความคิดว่า “ถ้าไม่มีผู้ขอ ทานบารมีของเราจะเต็มได้อย่างไร” ซึ่งท่านก็เปรียบเทียบโดยยกเด็กขอทานที่ตามตื้อขอเงินในอินเดียมาเป็นตัวอย่าง

สิ่งที่สละยากที่สุด คือ “กิเลส” การหวงชีวิตห่วงขันธ์ ๕ ก็คือการหวงกิเลส

พระพุทธเจ้าทรงเคยให้เลือดเป็นทานมากกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔

ทรงเคยเฉือนเนื้อตัวเองให้เป็นทานแก่สรรพสัตว์มากกว่าผืนแผ่นดินทั้งหมดที่เราเหยียบอยู่

ทรงเคยควักดวงตาให้เป็นทานมากกว่าดวงดาวในท้องฟ้านภากาศ

ทรงเคยตัดศีรษะตัวเองให้เป็นทานมากกว่าจำนวนผลมะพร้าวทั่วทั้งปฐพี

และทรงเคยควักหัวใจให้เป็นทานมากกว่าผลมะม่วงทั้งหมดในชมพูทวีป”

เพราะพระองค์ทำในสิ่งที่ทำได้โดยยาก ดังนั้นพระองค์จึงทรงมีพระอานุภาพมากจนหาใครเสมอเหมือนไม่ได้อย่างนี้

กล่าวอธิบายถึงเรื่องเนกขัมมะบารมี ๓ ระดับ แล้วกล่าวความหมายของเนกขัมมะ ว่า ปฐมฌาณ, พระนิพพาน, การออกบวช และการออกจากกาม ล้วนแต่เป็นความหมายของเนกขัมมะทั้งสิ้น

กล่าวถึงปัญญาบารมี ๓ ระดับ คือ มีการใช้ปัญญาพิจารณาแล้ว จึงตัดสินใจว่าจะสละวัตถุทาน ถือเป็นปัญญาบารมี, มีการใช้ปัญญาพิจารณาแล้ว จึงตัดสินใจสละอวัยวะ เป็นปัญญาอุปบารมี และการพิจารณาว่าการให้ชีวิตเป็นทานว่ามีประโยชน์อย่างไร แล้วจึงตัดสินใจให้ชีวิตเป็นทาน จัดเป็นปัญญาปรมัตถบารมี

จากนั้นกล่าวถึงขันติบารมี โดยยกพระสูตรชื่อว่า “กกจูปมสูตร” ขึ้นมาวิจัย ซึ่งพระสูตรนี้มีใจความโดยเป็นการอุปมาว่า ถ้ามีคนเอาเลื่อยมาตัดร่างกายของเราให้ขาดเป็นท่อนๆ แล้วถ้าใครมีจิตคิดประทุษร้าย หรือมีความโกรธตอบ นั่นไม่ชื่อว่าปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธองค์ จากนั้นวิจัยเรื่อง “ขันติวาทีดาบส” คือ การบำเพ็ญขันติปรมัตถบารมีของพระพุทธเจ้า ว่าแม้แต่จะโดนตัดแขน ตัดขา เฉือนจมูก ตัดลำตัว จนตัวตาย แต่พระองค์ก็หาได้มีความโกรธเคืองใดๆ แม้แต่น้อยไม่ ซึ่งเหตุที่พระองค์โดนตัดเฉือนร่างกาย เพราะพระเจ้ากลาปุ (คือ อดีตชาติของพระเทวทัต) เกิดโทสะ เพราะกิเลส ๒ ตัว คือ ความริษยาและความตระหนี่ โดยริษยา ที่ดาบสมีความสง่างามทำให้บริวาร คือ นางสนมกำนัลของตัวเองไปห้อมล้อมนับถือบูชา และมีความตระหนี่ในบริวาร ที่ไม่ต้องการให้ไปเห็นคนอื่นดีกว่าตัว

จากนั้นท่านอาจารย์จึงเปิดโอกาสให้พระสงฆ์ในโครงการได้ถามคำถาม

พระใส สุรปญฺโญ (ประธานรุ่น) ถามว่า มารที่อาราธนาพระพุทธเจ้าปรินิพพาน เป็นกิเลสมาร หรือเป็นเทวปุตตมาร คือ เป็นเทวดาที่เป็นมารมีตัวมีตนจริงๆ พระอาจารย์ตอบว่า เป็นเทวปุตตมาร ชื่อ พญาวสวัสตีมาร เป็นเจ้าแห่งมารผู้ปกครองเทวดาฝ่ายมารทั้งหมด

พระครูสุตตวีราการ (พระอาจารย์ที่ปรึกษาฝ่ายปกครอง) ถามว่า การบริจาคร่างกายเป็นทานหลังจากตายแล้ว เป็นทานปรมัตถบารมีหรือไม่ พระอาจารย์ตอบว่า ไม่ถือว่าเป็นปรมัตถบารมีทาน เพราะไม่ใช่การสละชีวิต เนื่องจากเป็นการให้หลังตาย การให้หลังจากตาย คือ เราให้วัตถุสิ่งที่ไม่ใช้แล้ว ซึ่งถือว่าเป็นสามัญทาน จะจัดเป็นอุปบารมีทานก็ยังยากเลย

พระเงิน อุปสนฺโต (จากเวียดนาม) ถามว่า คำว่า “สาธุ” มีความหมายว่าอย่างไรบ้าง พระอาจารย์ตอบว่า คำว่า สาธุ สามารถให้ความหมายได้ ๓ นัย คือ เป็นการรับคำ แปลว่า “ดีแล้ว” ก็ได้, หมายถึงการอนุโมทนาบุญกุศลก็ได้ หรือ เป็นการเปล่งออกมาเพื่อขอให้สำเร็จตามความประสงค์ก็ได้ เช่น เวลามีโยมมาทำบุญแล้วตั้งใจกล่าวคำอธิษฐาน แล้วพระสงฆ์ก็เปล่งคำ “สาธุ” เป็นอันว่าขอให้สำเร็จ

จากนั้นจึงถามอีกว่าในการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ล่วงลับ เช่น พ่อ แม่ ญาติ พี่น้องทั้งหลาย หรือเทวดาทั้งหลาย จะเป็นไปได้หรือไม่ เพราะในพระคัมภีร์มีบอกไว้ว่ามีแต่เปรตบางจำพวกที่จะรับส่วนบุญได้เท่านั้น พระอาจารย์ตอบว่า ถ้าในชั้นอรรถกถาจะกล่าวว่ามีแต่ปรทัตตูปชีวีเปรตเท่านั้นที่รับได้ แต่ในกลุ่มของธรรมบท (พระไตรปิฎก) จะกล่าวว่าการอุทิศส่วนกุศลไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะแต่พวกเปรตเท่านั้น แต่จะอุทิศให้และสามารถได้รับทุกจำพวก ถ้าสัตว์เหล่านั้นรู้เห็นการอุทิศส่วนกุศลของเรา ซึ่งก็เคยมีเรื่องมาว่า ท้าวสักกเทวราชมากราบทูลขอให้พระพุทธเจ้าทรงเมตตาอุทิศกุศลของการแสดงธรรมแก่เหล่าเทวดาด้วย ซึ่งพระพุทธเจ้าจึงได้บอกแก่ภิกษุทั้งหลายให้อุทิศส่วนกุศลให้สรรพสัตว์ทั้งปวงด้วย


บันทึกการบรรยายโดย พระเฉลิมชาติ ชาตวโร พระอาจารย์ที่ปรึกษาฝ่ายวิชาการ

view

สถิติ

เปิดเว็บ21/07/2011
อัพเดท19/07/2015
ผู้เข้าชม292,666
เปิดเพจ312,554

ปฎิทิน

« October 2017»
SMTWTFS
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031    
สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย ๙๘๐
view